News&Promotion

ร่วมเป็นหนึ่งใน Partner กับ SBRAND Sub-Contract 

SBRAND หนึ่งในผู้นำด้านธุรกืจซ่อมสีและตัวถัง รวมถึงบริการเคลือบสีรถยนต์ชั้นนำในประเทศญี่ปุ่นและไทย
เปิดให้บริการซับคอนแทรค (Sub-Contract) งานบริหารและจัดการศูนย์ซ่อมสีและตัวถังมาตรฐาน (BP) อย่างมืออาชีพแก่ Dealer (โชว์รูมรถยนต์ชั้นนำทุกยี่ห้อ)


SBRAND กลุ่มธุรกิจหนึ่งในเครือสยามกลการ มีความพร้อมและประสบการณ์ด้านการบริหารศูนย์ BP รวมถึงบริการ Sub-contract ที่เชื่อถือได้

ทั้งนี้ Sub-Contract partner ของเราจะได้บริการที่ครบวงจรดังนี้

- Turnkey Solution -

1. ระบบการดำเนินการแบบเบ็ดเสร็จ
- จัดหาทีมงานและช่างที่มีความเชี่ยวชาญและมีประการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมซ่อมสีและตัวถังมาอย่างยาวนาน
- เครือข่ายในการร่วมธุรกิจต่างๆในสยามกลการผ่านทางกลุ่มสยามกลการ
- ให้คำปรึกษาและคำแนะนำในบริการซ่อมสีและตัวถังอย่างครบวงจร (เครื่องมือ อุปกรณ์ เทคนิคการซ่อม)

2. ความเป็นมืออาชีพทั้งทางด้านซ่อมสีและตัวถังและธุรกิจ

3. ความน่าเชื่อถือและความมั่นคง

4. วิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจที่เห็นร่วมกันได้แก่ คุณภาพ บริการ ความเป็นมืออาชีพ ความถูกต้อง และ Long Term Business Relationship

- Additional Benefits -

อีกทั้ง SBRAND เต็มใจที่จะให้ความช่วยเหลือทางด้าน

1. ติดต่อกับบริษัทประกันนอกเหนือจากประกันกลุ่มที่อยู่ในเครือของศูนย์บริการนั้นๆ ในการขอเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับทาง DEALER

2. วางแผนนโยบายทางด้านการตลาดให้กับทาง DEALER (หากทาง DEALER ประสงค์)

3. จัดสรรบริการเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มช่องทางรายได้ให้แก่ DEALER อาทิเช่น บริการการเคลือบสีรถ (Glass Coating และ Silicone Coating) และ Interior Cleaning

——————————————————————————————————–

หากสนใจหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ สามารถสอบถามได้ที่ 02-721-3111 โดยแจ้งความประสงค์ติดต่อเรื่อง Sub-Contract ได้เลยค่ะ

Review – เคลือบแก้ว SBRAND SuperCoat ‘Rain Dance’ 

Test ความแตกต่างการเกาะตัวของหยดน้ำของเคลือบแก้ว SBRAND
มาดูความต่างระหว่างรถฝั่งที่เคลือบแก้ว SBRAND SuperCoat และอีกครึ่งที่ไม่ได้เคลือบค่ะ

FAQ การใช้ประกันที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับ SBRAND 

ลูกค้าหลายๆท่านสอบถามเข้ามาถึงบริษัทประกันภัยที่ใช้อยู่ ว่าเป็นประกันในเครือของ SBRAND หรือไม่ ทั้งวิริยะ, สินมั่นคง, LMG, อลิอันซ์ อยุธยา เป็นต้น จริงๆแล้วไม่ว่าจะเป็นประกันในเครือหรือนอกเครือ SBRAND ก็เข้าซ่อมและเคลมได้เหมือนกันค่ะ เพียงขั้นตอนอาจจะเพิ่มเติมมากขึ้นเล็กน้อย คือการคุมราคาและตั้งเบิกเงินค่าซ่อมคืนเองเท่านั้นค่ะ ^^

 

Q: ถ้าไม่ใช่ประกันในเครือ จะต้องแจ้งเคลมยังไง

A: ลูกค้าสามารถโทรแจ้งเคลมกับประกันได้โดยตรงตามปกติค่ะ หลังจากนั้นจึงนำใบเคลมมาที่ SBRAND

 

Q: ถ้าไม่ใช่ประกันในเครือ นำรถเข้ามาแล้วซ่อมได้เลยรึป่าว

A: หลังจากที่ลูกค้าได้ใบเคลมจากประกันแล้ว ยังไม่สามารถเข้ามาจัดซ่อมได้ทันทีค่ะ เราต้องทำการเสนอเอกสารเพื่อให้ได้รับการ “คุมราคา” ของประกันภัยก่อนค่ะ โดยมีขั้นตอนคือ ลูกค้าต้องนำเอกสาร 3 อย่างคือ 1. ใบเคลมตัวจริง 2.หน้าตารางกรมธรรม์ 3.สำเนาใบขับขี่ผู้แจ้งเคลม เข้ามายื่นเรื่องที่ SBRAND ค่ะ เจ้าหน้าที่ของเราจะทำการประเมินราคาจากรถของท่าน แล้วจึงออกใบเสนอราคาค่าซ่อมให้ลูกค้าค่ะ หลังจากนั้นลูกค้าจะต้องนำใบเสนอราคาที่ได้จาก SBRAND ไปให้กับประกันภัยของตัวเองเพื่อทำการคุมราคาซ่อมสี เอกสารที่ต้องเตรียมไปด้วยได้แก่ 1. ใบประเมินราคา 2. ใบเคลม และ 3.ใบขับขี่ค่ะ

 

Q: ถ้าไม่ใช่ประกันในเครือ คุมราคานานไหม แล้วเมื่อไหร่ถึงจะจอดซ่อมได้

A: ตรงนี้ขึ้นอยู่กับลูกค้านำเรื่องไปเสรนอประกัน และระบบการอนุมัติราคาของประกันนั้นๆค่ะ โดยหลังจากประกันของลูกค้าอนุมัติราคาเพื่อจัดซ่อม (อาจจะมีคุมเต็ม 100%, 60% หรือแค่ 40% ของราคาซ่อมทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทเบี้ยประกันของลูกค้าและดุลพินิจของประกัน) ลูกค้าสามารถโทรแจ้ง SBRAND ว่าประกันอนุมัติจัดซ่อมแล้ว ต้องการนัดหมายคิวเข้าซ่อมค่ะ

 

Q: ถ้าประกันคุมราคามาให้แค่ 40%, 80% จากค่าซ่อมที่ทาง SBRAND เสนอไป 

A: หากลูกค้าไม่ประสงค์จะเข้าซ่อมที่ SBRAND ก็สามารถทำได้ค่ะ เนื่องจากเบื้องต้นนี่ SBRAND ไมได้เรียกเรียนค่าใช้จ่ายใดๆจากลูกค้าค่ะ (ดังนั้นหากลูกค้าท่านไหนใช้ประกันนอกเครือ ลองเข้ามาให้เราเสนอราคา และนำไปคุมราคากับประกันก่อนได้นะคะ ว่าผลการคุมราคาลูกค้าพึงพอใจหรือไม่ค่ะ ก่อนตัดสินใจเข้าซ่อม)

 

Q: ถ้าประกันคุมราคามาให้แค่ 40%, 80% จากค่าซ่อมที่ทาง SBRAND เสนอไป จะเข้าซ่อมได้ไหม

A: ในกรณีนี้หากลูกค้าประสงค์จะเข้าซ่อมกับทาง SBRAND ลูกค้าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนต่างค่าซ่อมที่เกิดขึ้นเองค่ะ (เนื่องจากทางประกันจะอนุมัติเงินคืนเท่าที่คุมราคามาให้เท่านั้นค่ะ)

 

Q: ถ้าไม่ใช่ประกันในเครือ การชำระเงินทำอย่างไร จะไปตั้งเบิกเงินคืนยังไง

A: เนื่องจากบริษัทประกันที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับเรานั้น เราจะไม่สามารถเรียกเก็บเงินตรงกับประกันได้ ลูกค้าจึงต้องเป็นผู้สำรองจ่ายค่าซ่อมให้ทาง SBRAND ก่อนค่ะ หลังจากนั้นจึงไปยื่นเรื่องตั้งเบิกเงินค่าซ่อมคืนจากประกันภายหลัง (โดยได้ตามจำนวนที่ประกันคุมราคามาให้เท่านั้นนะคะ) โดยที่เอกสารในการเบิกประกันทั้งหมดรวมถึงรูปถ่ายการซ่อม ทาง SBRAND จะจัดเตรียมไว้ให้ลูกค้าทุกอย่างค่ะ

 

—————————————————

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ SBRAND ทั้ง 2 สาขา 

1. สาขาศรีนครินทร์ ที่หมายเลข 02-721-3111

2. สาขาปทุมวัน ที่หมายเลข 02-612-5437

Promotion ส่วนลดเคลือบสี – SuperCoat และ Protector 

Promotion บริการเคลือบสีจาก SBRAND

10330475_560177734090535_1416946553088670532_n

ลูกค้า True Red card/ Black card สามารถรับส่วนลดบริการเคลือบแก้ว SuperCoat หรือจะเคลือบซิลิโคน Protector ได้ในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 15% สำหรับ Black card, 10% สำหรับ Red card

ส่วนลดTrue card นี้สามารถใช้สิทธิลดได้ทุกแพคเกจเคลือบสีรถยนต์

หรือจะเลือกชำระผ่านบัตรเครดิต ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 10 เดือน (Citibank), 6 เดือน (ธนาคารกรุงเทพ)

—————————————————————————
เลือกใช้ส่วนลดได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นนะคะ ไม่สามารถผ่อน0% ร่วมกับส่วนลด True ได้
สอบถามราคาหรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SBRAND ทั้ง 2 สาขา
1. สาขาศรีนครินทร์ ที่หมายเลข 02-721-3111
2. สาขาปทุมวัน ที่หมายเลข 02-612-5437
ในวันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.30-17.30 ค่ะ

การขัดสีรถที่ดีนั้นสำคัญอย่างไร 
 

ไม่ว่าจะงานซ่อมสีหรือเคลือบสี การขัดเก็บงานนั้นถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำงานงานทำสีหรือเคลือบสีนั้นออกมาสวยและสมบูรณ์แบบที่สุด โดยปกติแล้วการขัดสีนั้นจะแบ่งออกเป็นสองระดับคือขัดหยาบ และขัดระเอียด (แต่ก็ยังแบ่งระดับย่อยลงไปอีก) หลักๆแล้วการขัดงานจะทำเพื่อขัดแต่งฝุ่น ขัดให้ผิวสีรถเรียบ และเพิ่มความเงางามให้แก่ตัวรถ

การขัดสีจะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆคือ ขัดสีด้วยกระดาษทราย (Sandpaper) และการขัดน้ำยาด้วยขนแกะและฟองน้ำ

การขัดสีด้วยกระดาษทรายนั้น จะต้องเริ่มขัดจากความละเอียดน้อยที่สุด จากกระดาษทรายเบอร์ต่ำๆ และใช้เบอร์ที่สูงขึ้น ตามลำดับ หลังจากเกิดความเรียบของชั้นผิวสีรถแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการขัดยาด้วยขนแกะ ไล่ไปจนถึงการขัดยาละเอียดด้วยฟองน้ำที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มความเงางามของสีผิวรถ

ที่ SBRAND เราให้ความสำคัญต่อการขัดสีที่มีคุณภาพเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การเลือกใช้กระดาษทรายมีที่มีความเอียดสูงมากถึง เบอร์ 2,000-3,000 (ความละเอียดนี้ต้องสั่งนำเข้าจากญีปุ่นโดยตรง) เพื่อให้ได้งานที่มีความละเอียดสูงที่สุด SBRAND เริ่มขัดตั้งแต่ความละเอียดกระดาษทรายเบอร์ 120 ถึง 600 (สำหรับขัดสีโป๊ว) และขัดกระดาษทรายตั้งแต่เบอร์ 800, 1000, 1200, 2000 จนถึง 3,000 (ขัด Lacquer) เพื่อให้สามารถขัดเข้าไปอย่างละเอียดจนถึงชั้นผิวรถได้มากที่สุด (แต่ปกติแล้วผู้ให้บริการรายอื่น ในไทยจะเลือกใช้ กระดาษทรายเบอร์ทั่วไปตามท้องตลาด ซึ่งมีแค่ความละเอียดของกระดาษทรายจนถึงเบอร์ 1,000 – 1,500) อีกทั้ง SBRAND ยังเลือกใช้วัสดุและน้ำยาที่มีคุณภาพในการขัดเท่านั้น

การที่เจ้าของรถจะเลือกใช้บริการซ่อมสีหรือเคลือบสีรถจากผู้ให้บริการรายใด การขัดสีที่มีคุณภาพของทีมช่างผู้เชี่ยวชาญมีความสำคัญเป็นอย่างมากไม่น้อยไปกว่าปัจจัยด้านอื่นๆเลยนะคะ ครั้งหน้าลองศึกษาและพิจารณากันก่อนนะคะ ^^

รายชื่อประกันในเครือ SBRAND 

 

10513391_566262786815363_639474022714766489_n

 

ปัจจุบัน ประกันคู่สัญญากับ SBRAND มีทั้งหมด 17 บริษัทแล้วนะคะ ได้แก่

1. กรุงเทพประกันภัย (สามารถเปิดเคลมได้ที่บริษัท)
2. ไทยวิวัฒน์ประกันภัย
3. ทิพยะประกันภัย
4. เมืองไทยประกันภัย (สามารถเปิดเคลมได้ที่บริษัท)
5. นวกิจประกันภัย (สามารถเปิดเคลมได้ที่บริษัท)
6. เอเชียประกันภัย
7. แอกซ่าประกันภัย (สามารถเปิดเคลมได้ที่บริษัท)
8. ไทยศรีประกันภัย
9. อาคเนย์ประกันภัย
10. MSIG ประกันภัย (สามารถเปิดเคลมได้ที่บริษัท)
11. มิตซุย ซูมิโตโม อินชัวรันด์
12. ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย
13. มิตรแท้ประกันภัย
14. ประกันภัยธนชาต
15. ประกันคุ้มภัย (สามารถเปิดเคลมได้ที่บริษัท)
16. บางกอกสหประกันภัย
17. อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันภัย

ส่วนบริษัทประกันอื่นๆนั้น ก็สามารถนำเข้าซ่อมกับทาง SBRAND เช่นกันนะคะ โดยทางเราจะอำนวยความสะดวกเรื่องการเตรียมเอกสารเพื่อให้ลูกค้านำไปยื่นเรื่องกับบริษัทประกันภัยของท่านค่ะ

ต้องการคำแนะนำเรื่องการใช้ประกันภัย/สอบถามเพิ่มเติม/จองคิวซ่อม

SBRAND สาขาปทุมวันได้ที่ โทร 02-612-5437 ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น. จันทร์-เสาร์
สาขาศรีนครินทร์ ที่หมายเลข 02-721-3111 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.30 น. จันทร์-เสาร์ ค่ะ

ความรู้เรื่องสีรถ 

“หน้าตาของรถคุณขึ้นอยู่กับคุณภาพสีที่ใช้ซ่อม”

 

 

 

 

 

 

 

สีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ในการทำให้รถยนต์แต่ละคันมีความสวยงาม และสร้างเสน่ห์ในการขับขี่ ในการซ่อมนั้นการเลือกใช้สีพ่นรถยนต์ให้เหมาะสมกับการใช้งานย่อมหมายถึงความคงทน ความมันวาวของสี ที่จะติดอยู่กับตัวรถยนต์ และบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของผู้ครอบครองรถคันนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นเราจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับสีรถยนต์กันเพื่อให้ผู้ขับขี่ทั้งหลายมีความเข้าใจมากขึ้น

สีรถยนต์แบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

1.  สี 1K    คือสีระบบ 1 องค์ประกอบ (1 Komponent) คือประกอบด้วยส่วนของตัวสีเพียงอย่างเดียว เมื่อนำมาใช้งานจะผสมกับตัวทำละลาย เช่น ทินเนอร์  สี 1K จะมีทั้งแบบแห้งเร็วและแห้งช้า

2.  สี 2K   คือสีระบบ 2 องค์ประกอบ (2 Komponent) คือประกอบด้วยส่วนของตัวสี ซึ่งคือองค์ประกอบที่ 1 และตัวเร่งปฏิกิริยา (Hardener หรือ Activator) ซึ่งคือองค์ประกอบที่ 2 โดยก่อนใช้งานต้องนำทั้ง 2 องค์ประกอบมาผสมกันตามอัตราส่วน เพื่อให้เกิดการทำปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งจะทำให้สีเกิดการแห้งตัว (Chemical Drying)   สี 2K ที่ใช้ในงานพ่นสีรถยนต์ มี 2 ชนิด คือ  สี 2K แบบ อีพ๊อคซี  และสี 2K แบบโพลียูริเทน  จึงมักเรียก สี 2K ว่า  “สีแห้งช้า”

ชนิดที่เราจะพูดถึงในวันนี้ก็คือ สี 2K  ซึ่งเป็นสีที่มีคุณภาพดีที่สุดที่ใช้ในงานซ่อมสี  สี 2K พัฒนามาจากสีระบบ 1K  ที่คุณภาพด้อยกว่า  มาเป็นสี  2K solvent(เมื่อประมาณ20ปีก่อน)  จากนั้นจึงพัฒนาต่อเนื่องมาเป็น  สีสูตร water base(10ปีที่ผ่านมา) เนื่องจากสีแห้งช้า


เหตุผลที่ทำให้สี 2K มีคุณภาพดีกว่า
แบบsolvent ประกอบด้วยสารพิษทำให้ถูกควบคุมและห้ามใช้ในหลายๆประเทศ

1.   Durability – ความทนทาน รถยนต์ที่ซ่อมสีโดยใช้ระบบสี 2K จะคงสภาพเดิมและมีระยะเวลาคงสภาพเดิมได้ไม่ต่ำกว่า5 ปี

2.   Weather resistance – ความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ

3.   Chemical resistance – สามารถทนทานต่อสารเคมีต่างๆได้ดี เช่น ทินเนอร์ น้ำมันเบรก

4.   Color retention – สามารถคงสภาพสีเดิม ไม่ซีดจางจากเดิมง่าย

5.   Gloss – มีความเงางามสูง

6.   ให้คุณสมบัติเหมือนสีรถที่ออกจากโรงงานประกอบรถยนต์ O.E.M

ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นที่ได้กล่าวมาของสีระบบ 2K  จึงทำให้เป็นที่นิยมใช้ในงานซ่อมสีที่ต้องการคุณภาพสูง  มีให้บริการในศูนย์ซ่อมชั้นนำที่ได้มาตรฐาน และเช่นเดียวกัน  SBRAND ซึ่งคำนึงถึงคุณภาพงานซ่อม และมีความรู้ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี จึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือ และมี market shareมากที่สุด อย่าง Dupont รวมไปถึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เคลียร์มาจากผู้ผลิตเดียวกัน ผ่านการทดลองจากแล็ปซ์มาแล้วว่าเข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยม คุณภาพของงานพ่นสีและตัวเคลียร์ ต้องควบคุมทั้งความชื้นและอุณหภูมิ ที่เหมาะสมคือ 30 องศาเซลเซียส จึงทำให้คุณมั่นใจได้ว่า ไม่เพียงแต่เรื่องเวลาเท่านั้นที่เราใส่ใจ คุณภาพงานซ่อมก็เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ  เพื่อความพอใจสูงสุดของผู้ใช้บริการ

trick & hint ข้อแนะนำในการเคลมประกันรถยนต์ 

อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ที่ใช้รถใช้ถนนก็น่าต้องเจออุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่กันเป็นประจำโดยเฉพาะ       ในเมืองใหญ่ที่มักจะเป็นสาเหตุหลักของอาการรถติดไม่ซ้ำแต่ละวัน วันนี้ทีมงาน SBRAND มีข้อแนะนำ และความรู้ในการเคลมประกันมาบอกต่อท่านผู้ใช้รถที่รักอีกเช่นเคย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนอื่นขอแบ่งการเคลมประกันอย่างง่ายๆเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. เคลมแห้ง คือ การเคลมที่รถเกิดเหตุมานานแล้ว แต่ลูกค้าเพิ่งมาแจ้งเหตุในภายหลัง เช่น แผลขูดขีดตามตัวถัง เป็นต้น
2. เคลมสด  คือ การเคลมเมื่อเกิดเหตุรถชนกันสดๆ และยังมีคู่กรณีรอยู่ในเหตุการณ์

เคลมแห้ง หรือ การเคลมที่รถเกิดเหตุมานานแล้ว แต่ลูกค้าเพิ่งมาแจ้งเหตุในภายหลัง กล่าวคือ การเคลมประกันเพื่อสั่งซ่อมรถแบบไม่มีคู่กรณี โดยส่วนมากจะเป็นการเกิดจากรอยเล็กน้อย  รถชนเสา ชนประตู รถชนต้นไม้ยืนต้น ชนเสาไฟฟ้า รถชนกำแพง เป็นต้น


ทริคการแจ้งรายละเอียดของการเกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี
ขับรถไปแล้วเกิดเฉี่ยวหรือชนเข้ากับวัตถุที่อยู่ริมถนนโดยไม่ตั้งใจ เช่น กระถาง กระบะปลูกต้นไม้หน้าบ้าน กำแพง แม้แต่เสารั้วตอนที่จะเลี้ยวเข้าบ้าน หรือบางทีก็โดนรถจักรยานยนต์เฉี่ยวเอาตัวอย่างสีแล้วหนีไปดื้อ และไม่สามารถตามตัวได้ หลายครั้งที่คุณสาวๆ ทั้งหลายจะสงสัยว่าจะเคลมแบบไม่มีคู่กรณีสามารถทำได้หรือไม่ คำตอบคือ สามารถทำได้ และทำกันมาหลายแล้วด้วย พอๆ กับการแจ้งเคลมแบบมีคู่กรณีนั่นแหละ เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกวันและทุกเวลา

-แจ้งวัน เวลาของการเกิดอุบัติเหตุให้ใกล้วันที่แจ้งเคลมให้มากที่สุด เช่น แจ้งเคลม ๖ พ.ย. ก็แจ้งวันที่เกิดเหตุว่า เกิดเหตุวันที่ ๕ พ.ย. เป็นต้น หรือถ้าไปแจ้งตอนบ่าย ก็แจ้ง

ในใบแจ้งรายละเอียดว่าเกิดเหตุตอนเช้าวันที่แจ้งไปเลย เพราะถ้าแจ้งวัน เวลาเกิดเหตุและวันเวลาเคลมต่างกันมาก บริษัทอาจจะอ้างว่าเกิดเหตุนานมาแล้วไม่รีบแจ้ง อาจจะยึกยักให้เราปวดเศียรเวียนเกล้าได้

-แจ้งการเกิดเหตุโดยแจ้งว่าได้ชนหรือเฉี่ยวกับสิ่งไม่มีชีวิต เช่น กระถาง กำแพง เสารั้ว แต่ต้องให้ดูเหมาะสมด้วย ไม่ใช่ว่าแผลอยู่ตรงกับแนวไฟท้าย แต่แจ้งว่าชนกระถาง ใครๆ ก็รู้ว่าไม่ใช่ เรื่องแจ้งว่าชนกับอะไรนั้น ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าเราขับไปชนอะไรมา แต่ในกรณีชนแล้วหนี อย่าบอกว่าโดนชนแล้วหนีเด็ดขาด เพราะอาจจะโดนเล่นแง่ให้ไปตามคู่กรณีได้ ดังนั้นถ้าให้ชัวร์ แจ้งว่าชนกับสิ่งไม่มีชีวิตดีที่สุดครับ

เคลมสด  คือ การเคลมเมื่อเกิดเหตุรถชนกันสดๆ และยังมีคู่กรณีรออยู่ในเหตุการณ์ เป็นลักษณะที่พบบ่อย ข้อแนะนำก็คือหากเกิดอุบัติเหตุและมีคู่กรณีก็ควรรีบโทรแจ้งไปยังบริษัทประกัน ภัยในทันที พร้อมทั้งขอข้อมูลของผู้ที่ติดต่อด้วย เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์ติดต่อกลับ เพื่อที่เราจะได้ติดต่อประสานงานในภายหลังได้สะดวก
ในระหว่างการเคลมความเสียหาย พนักงานเคลมก็จะสอบถามข้อมูลต่างๆ ของผู้ขับขี่และคู่กรณี พร้อมทั้งให้เราสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใครถูก ใครผิด และถ่ายรูปตัวรถ สถานที่เกิดเหตุ เป็นต้น เมื่อเคลมเสร็จพนักงานเคลมก็จะสรุปผลทั้งหมดและให้ข้อมูลว่าเราจะต้องดำเนิน การต่อไปเมื่อเกิดเหตุและเราเป็นฝ่ายถูกแต่รถคู่กรณีไม่มีประกันภัย หลังจากที่เราเคลมประกันแล้ว เราควรจะกลับไปตรวจสอบข้อมูลกับบริษัทประกันภัยด้วยว่าได้บันทึกข้อมูล อุบัติเหตุไว้อย่างไร เราเป็นฝ่ายถูกหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่มีการระบุไว้ ก็จะทำให้เราต้องเสียค่าประกันเพิ่มขึ้นในปีถัดไปได้

 

จากนั้นเราก็หาเวลาว่างเพื่อใช้ในการซ่อมรถซึ่งก็จะใช้เวลาแตกต่างกันไป ในแต่ละกรณีไป โดยเราสามารถโทรไปสอบถามที่อู่หรือศูนย์ที่รับซ่อมว่าสามารถนำรถเข้าไปซ่อม ในวันใด ใช้เวลาซ่อมเท่าไหร่ เพื่อเราจะได้วางแผนการใช้รถของเราต่อได้ หากการซ่อมจำเป็นต้องมีการสั่งอะไหล่ เราอาจจะต้องนำรถเข้าไปเคลมเพื่อใช้ในการเบิกอะไหล่ หากรถยังสามารถขับเคลื่อนได้อย่างปลอดภัย เราอาจจะขอรถมาใช้ก่อน พออะไหล่พร้อมค่อยเอารถเข้าซ่อมอีกครั้งก็ได้อย่างไร นำรถไปซ่อมได้ที่ไหน พร้อมทั้งสรุปค่าใช้จ่ายที่อาจจะมีเพิ่มเติม สิ่งที่สำคัญก็คือพนักงานเคลมจะให้ใบเคลมกับเราเพื่อใช้ในการยื่นกับทางอู่ หรือศูนย์ที่รับซ่อม

การเคลมประกันรถยนต์อาจจะดูเป็นเรื่องที่ซับซ้อนสำหรับผู้ที่ไม่เคยมี ประสบการณ์มาก่อน แต่ถ้าหากเราได้ทำความเข้าใจ รู้จักสังเกต มีความรอบคอบ รู้จักซักถามเรื่องที่สงสัยกับพนักงาน ก็จะทำให้การเคลมเป็นไปได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าหากโชคร้ายเจอการโกงประกันภัยเราก็สามารถติดต่อเข้าไปยังสายด่วนของกรมการประกันภัย 1186 ที่เปิดช่องทางให้เราสามารถร้องเรียนเกี่ยวการดำเนินที่ไม่เป็นธรรมได้

สีสเปรย์…ปัญหาง่ายๆ ที่แก้ได้ด้วยตัวเอง 

ทุกวันนี้ในสังคมเมืองที่มีความวุ่นวายมากมายหลายแบบแล้วนอกจากโจรขโมยรถ ทุบกระจกฉกทรัพย์สิน แล้ว เรื่องความกวนเมืองของเหล่าวัยรุ่นมือบอนดูเป็นอีกเรื่องที่มาแรงแม้จะไม่มี กระแสข่าวออกมาอย่างชัดเจน แต่ก็อาจจะพาคุณปวดเศียรเวียนเกล้าได้ เมื่อเห็นสภาพรถที่เครอะเปรอะเปื้อน บางทีอาจแถมคำหยาบต่างๆมาเป็นของฝากด้วย

ความจริงปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ถ้าคุณรู้วิธีแก้ไข และแม้มันน่าจะจับคนพ่นมาตีมือ แต่วันนี้ถ้าคุณบังเอิญเกิดโชคร้ายเจอสีสเปรย์ประทับที่รถ หรือเจอพวกเม็ดสีที่ลอยมากับลมของเพื่อนบ้านงานช่าง วันนี้เราก็มีวิธีขจัดสีสเปรย์ให้รถคุณที่เละเทะกลับมาเงางามมากฝากกัน

1.ยาขัด… ในขั้นแรกของทุกอย่างนั้นไม่ว่างานเล็กงานใหญ่จำไว้ว่า Rubbish Compound หรือที่ช่างทั้งหลายเรียกว่า “ยาขัด” นั้นสามารถใช้ได้ผลเสมอ ยาขัดนั้นแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ยาขัดละเอียด ซึ่งเราจะรู้จักจากแบรนด์ชั้นนำตามร้านเครื่องมือช่าง คือ Cana และ ยาขัดหยาบ ซึ่งมักจะมีเนื้อครีมเหนียวกว่าทำให้สามารถขจัดคราบต่างๆบนผิวแล็คเกอร์ได้ ดีกว่า รวมถึงสีเปรย์ของเหล่านักพ่นมือบอนด้วย ยิ่งได้ใช้เครื่องขัดมือยิ่งขจัดง่ายไม่เหนื่อยแรง
2.น้ำยาทำความสะอาดเบรก หลายคนอาจจะสงสัยว่าน้ำยาทำความสะอาดเบรกมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องราวของสีรถ ยนต์ด้วย แต่ทราบไหมครับว่า น้ำยาทำความสะอาดเบรกนั้น เป็นน้ำยาทำละลายเพื่อใช้ทำความสะอาดประเภทหนึ่ง ที่เน้นในการขจัดคราบน้ำมันและจาระบี ซึ่งสีสเปรย์ก็มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับที่กล่าวมาสามารถใช้ได้อย่างแน่นอน น้ำยาทำความสะอาดเบรก ซึ่งมักจะมีเนื้อครีมเหนียวกว่าทำให้สามารถขจัดคราบต่างๆบนผิวแล็คเกอร์ได้ ดีกว่า รวมถึงสีเปรย์ของเหล่านักพ่นมือบอนด้วย ยิ่งใช้เครื่องขัดมียิ่งขจัดง่ายไม่เหนื่อยแรง

3.Acetone… ใครที่ปวดหัวไม่หายกับสีสเปรย์แม้จะลอง 2 ข้อที่ผ่านมาแล้วนั้น หากสีสเปรย์เกาะแน่นทนทานต้องลองอะซิโทน ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากร้านเครื่องมือช่างเช่นกัน อะซิโทนนั้นเป็นสารทำละลายที่ใช้ทำความสะอาดพื้นผิวชนิดหนึ่งที่เป็นสาร ละลายอินทรีย์ สามารถใช้ทำความสะอาดบนพื้นผิวได้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ห้ามนำอะซินโทนราดบนพื้นผิวโดยตรงเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้สีด้านได้ ให้ใช้วิธีชุบแล้วเช็ด เรื่อยๆจนกว่าสีจะออก

4.เบนซิน หากคุณเจองานใหญ่ชนิดว่าเล่นซะรถแทบจะเปลี่ยนสีทั้งคันนั้น งานนี้มันต้องเจอน้ำมันเบนซินกันบ้าง น้ำมันเบนซินนั้นไม่ได้มีดีแค่เติมใส่รถให้วิ่งได้ แต่มันยังมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนอีกด้วย การใช้น้ำมันเบนซินนั้นต้องทำด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะพวกฟืนไฟทั้งหลาย และการใช้เบนซินนั้นกัดชั้นแลคเกอร์อย่างแน่นอน แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการขจัดสีสเปรย์
อย่างไรก็ดีเมื่อคุณขจัดสีสเปรย์ได้แล้วอาจจะพบว่า สีรถดูไม่เงางามเหมือนเดิม ก็ไม่ต้องกังวลใจให้นำน้ำยาขัดละเอียดหรือ Cana มาเก็บงานอีกทีหนึ่ง จากนั้นลงเงาหรือ WAX เคลือบผิวเล็คเกอร์เหมือนเดิม แล้วล้างรถตามปกติ และถ้าเป็นไปได้ ให้หาน้ำยาขัดประเภทผสมน้ำมาเช็ดรอบคัน เพียงเท่านี้รับรองว่ารถกลับมาแจ่มเหมือนเดิมอย่างแน่นอน
ด้วยวิธีง่ายๆ และความรู้เรื่องช่างนิดๆหน่อย เห็นไหมครับว่า การขจัดสีสเปร์ยก็สามารถทำเองได้ ส่วนใครที่เคยได้ยินว่าทินเนอร์นั้นสามารถช่วยได้นั้นก็เป็นเรื่องจริง แต่ถ้าใช้โดยไม่ชำนาญแล้วอาจจะทำให้สีปูดบวมได้ในภายหลังครับ…ไม่แนะนำ และเหนือสิ่งอื่นใดควรปรึกษาช่างที่ชำนาญ หรือทางที่ดีหากเป็นมาก ส่งซ่อมกับที่ที่เชื่อถือได้จะดีกว่าครับ สบายใจกว่ากันเยอะ

สนิม สารพันปัญหาที่มากับฝน 
 

เหล็กนั้นแข็งแกร่งและทนทานก็จริง แต่นั้นก็ด้วยการดูแลปกป้องที่ดี หากการปกป้องเกิดช่องโหว่งแม้เพียงน้อยนิดแล้วล่ะก็ นั่นหมายถึงเวลาที่สนิมจะถือโอกาสโจมตีและลุกลาม สะพานโกลเด้น เกท ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามนั้น ก็ยังต้องใช้งบประมาณและแรงงานมากมายในการตรวจสอบและทาสีโครงสร้างเหล็กด้วยความพิถีพิถันอย่างสม่ำเสมอ และรถยนตร์คู่ใจของคุณล่ะ คุณได้หมั่นตรวจสอบและดูแลปกป้องเจ้าปัญหาเล็กที่เรียกว่า”สนิม” นี้บ้างรึเปล่า

ก่อนอื่นมาเข้าใจก่อนว่าเจ้าสมินที่จ้องจะเล่นงานรถคุณนั้นมันเกิดจากเมื่อเหล็กสัมผัสกับน้ำและความชื้น จะค่อย ๆ สึกกร่อน กลายเป็นเหล็กออกไซด์ หรือที่เรารู้จักกันว่า สนิมเหล็ก นั่นเอง รถคุณอาจจะโชคร้ายเกิดรอยลึกจนถึงเหล็กโดยไม่รู้ตัว ผ่านเวลานานเข้า โดนฝนโดนความชื้น แม้กระทั่งล้างรถแล้วไม่ได้เช็ดให้แห้ง ส่วนเนื้อเหล็กตรงนั้นจะเกิดสนิมรอวันลุกลามก่อปัญหาให้กับผู้ใช้รถ

นอกจากรอยถลอกลึกที่มองเห็นได้ง่ายรอบตัวรถแล้ว เจ้าสนิมมักจะแอบขึ้นตามซอกมุมเช่นด้านในฝากระโปรง มุมขอบประตู ที่งมักละเลยในการตรวจเช็ค การป้องกันที่ดีคือการสำรวจตัวถังอย่างละเอียดเสมอๆ เมื่อผบรอยถลอกรีบแก้ไขซะ ก่อนที่สนิมจะถามหา ด้วยการแต้มสีทับและขัดออก หรือทางที่ดีส่งซ่อมสีในร้านที่ได้มาตรฐาน

แต่หากรู้ตัวช้า น้องหนิมมาหาแบบไม่ทันตั้งตัว เราก็มีวิธีแก้ไขเบื้องต้นแนะนำ ดังนี้
ตรวจสอบความเสียหาย บริเวณที่สนิมกินให้ทั่ว อาจมีส่วนในส่วนหนึ่งกระจายอยู่ได้ตัวสีที่เกิดอาการโป่ง
ล้างทำความสะอาดบริเวณนั้น ใช้กระดาษทรายเบอร์ละเอียด1200ชุบน้ำ ขัดสนิมออกให้หมด
เช็ดให้แห้งแล้วใช้น้ำยากัดสนิม ทาบริเวณที่เกิดสนิมให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณสิบนาที แล้วเช็ดออก ทาทับด้วยน้ำยาเคลือบ อาจจะทำซ้ำหลายๆ รอบเพื่อความแน่ใจ
ใช้สี หรือปากกาแต้มสี(สีที่ใกล้เคียง) ทาจนเต็มรอยแผล แล้วใช้น้ำยาขัดสีขัดออก

เท่านี้ก็สามารถหยุดการลุกลามของสนิมตัวร้ายได้แล้ว แต่หากเป็นแผลใหญ่ หรือความเสียหายมาก ควรส่งซ่อมกับสถานบริการที่เชื่อถือได้ และทางที่ดีอากาศพลอยฟ้าพลอยฝนอย่างนี้ ผู้ใช้รถต้องหมั่นตรวจสอบสภาพตัวถังอยู่เสมอ เท่านี้น้องหนิมก็จะไม่มากวนใจอีกต่อไป